ทำความรู้จักกับ ปลากัด ปลาน้ำจืดที่มีครีบสวยงาม

by animalkingdom
146 views
ปลากัด

ถ้าให้ทุกคนหลับตาจินตนาการถึงปลาที่เคยเลี้ยงเป็นตัวแรกในชีวิต เชื่อว่าปลากัดจะต้องเป็นสายพันธุ์ที่หลายคนนึกถึงอย่างแน่นอน เพราะพวกเขามีขนาดตัวเล็กน่ารัก มาพร้อมสีสันสดใส รูปร่างดูสวยงาม จะเลี้ยงในขวดแก้วหรือเลี้ยงในบ่อก็ยังได้ เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์สะดวก แถมยังเพาะพันธุ์ขายเป็นอาชีพได้อีกด้วย นอกจากนี้ผู้คนยังเชื่อกันว่า พวกเขาสามารถเสริมความเป็นสิริมงคลตามหลักฮวงจุ้ยได้อีกด้วย 

ติดตามเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เพิ่มเติมได้ที่นี่ 

ทำความรู้จักกับปลากัด เจาะลึกถึงพฤติกรรมความเป็นอยู่

ปลากัด

ปลากัด ปลาน้ำจืดที่มีขนาดตัวเล็กกะทัดรัด พวกเขาจัดเป็นปลาสวยงามที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงเป็นอย่างมาก เพราะมีครีบก้นที่ยาวไปจนถึงครีบหางแบบกลม ๆ แบน ๆ นอกจากนี้ยังมีอวัยวะที่ให้สามารถหายใจบนผิวน้ำได้อีกด้วย

พวกเขาสามารถใช้ปากหายใจรับออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้ โดยไม่ต้องผ่านเหงือกเหมือนกับมนุษย์ เกล็ดของพวกเขามีชื่อเรียกว่า ทีนอยด์ ปกคลุมยาวมาตั้งแต่หัวจรดโคนหาง ริมฝีปากของปลากัดหนาจนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน 

ดวงตากลมโตดูสดใส ครีบคู่แรกจะยาวลากลงมาด้านล่างเพื่อใช้สำหรับการสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ปลากัดตัวเมียจะมีสีที่ซีดและตัวเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตัวผู้ นอกจากจะตัวใหญ่กว่าแล้วยังมีสีสันที่สดใสกว่าด้วยเช่นกัน

ปลากัด

เมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดเพียงแค่ 6 เซนติเมตรเท่านั้น ปลากัดที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ จะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดตื้น ๆ นิ่ง ๆ พบได้ตามที่ราบลุ่มในทุกภาคของประเทศไทย แต่น่าเสียดายที่สถานะตามธรรมชาติถูกคุกคามจากสภาพแวดล้อมและสารเคมีตกค้างในแหล่งน้ำ จนเริ่มมีความเสี่ยงในการสูญพันธุ์แล้ว 

ตามปกติพวกมันมักจะอยู่ตัวเดียวไม่รวมฝูงกับใคร มีนิสัยที่ค่อนข้างดุร้ายก้าวร้าวกับปลาสายพันธุ์เดียวกัน หากตัวผู้มาเจอกันในแหล่งน้ำธรรมชาติก็จะพองตัวใส่กัน หลังจากนั้นก็จะเข้าห้ำหั่นกัน ไม่ใช่แค่กัดเพื่อขู่ แต่กัดกันเอาถึงตายเลยทีเดียว 

เมื่อเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ ปลากัดตัวผู้จะทำการก่อหวอดกับวัสดุเหนือผิวน้ำ จากนั้นตัวเมียก็จะไปวางไข่และใช้เวลาในการฟักเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น โดยตัวผู้จะเป็นฝ่ายที่ทำหน้าที่ดูแลทั้งไข่และตัวอ่อนด้วยตัวเอง 

เปิดชื่อเรียกปลากัดแต่ละสายพันธุ์และความแตกต่าง

ปลากัด

หากเรามองดูปลากัดแบบผิวเผินจะพบว่า ทุกตัวก็ดูเหมือนกันไปหมด แต่ความจริงแล้วมันสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด โดยแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีบางชนิดที่มีลักษณะตรงตามตำราสัตว์มงคลอีกด้วย แต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลย

  1. สายพันธุ์จีน เป็นปลากัดสายพันธุ์ที่มีครีบยาวและมีสีฉูดฉาดเหมือนกับชุดของนักแสดงงิ้ว ถูกพัฒนาสายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ลูกหม้อ โดยพัฒนาให้ออกมามีครีบและหางที่ยาวกว่าเดิม ปัจจุบันมีหลากหลายสีสัน ได้รับความนิยมในประเทศไทยและในต่างประเทศ แต่ไม่มีการระบุว่าถูกพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
  2. สายพันธุ์ป่าหรือลูกทุ่ง เป็นสายพันธุ์ที่สามารถพบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ ขนาดตัวค่อนข้างเล็กและไม่มีลักษณะอะไรที่โดดเด่นชัดเจนมากนัก มันจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมในการเลี้ยงสักเท่าไหร่
  3. สายพันธุ์สังกะสีหรือลูกหม้อ เป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยการคัดสายพันธุ์ให้ได้ปลาที่มีความสามารถในการกัดเก่ง เริ่มพัฒนาตั้งแต่ในปี 2430 ในยุคที่ยังมีการจับสายพันธุ์ป่ามากัดเพื่อการพนันเหมือนการตีไก่ ผิวหนังจะแข็งแกร่งและเหนียวจนกัดไม่ขาด
  4. สายพันธุ์เดลต้าหรือหางสามเหลี่ยม พัฒนาขึ้นมาจากปลากัดสายพันธุ์จีนโดยหางจะสั้นกว่าและแผ่ออกด้านข้างในลักษณะทรงสามเหลี่ยม และยังมีการพัฒนาต่อให้ครีบกว้างมากขึ้นกว่าเดิมจนมีชื่อเรียกใหม่ว่า ซูเปอร์เดลต้า 
  5. สายพันธุ์ฮาล์ฟมูนหรือหางพระจันทร์ สายพันธุ์นี้หางจะแผ่ออกมาเป็นรูปครึ่งวงกลม ครีบหางจะเป็นเส้นตรงแบบ 180 องศา พัฒนาสายพันธุ์ประสบความสำเร็จในช่วงปี 2530 โดยนักเพาะเลี้ยงชาวเยอรมันและฝรั่งเศส
  6. สายพันธุ์คราวน์เทลหรือหางมงกุฎ ถูกพัฒนาขึ้นมาในปี 2543 โดยชาวอินโดนีเซีย หางจะมีลักษณะเป็นหนามคล้ายกับมงกุฎ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

ปลากัด สัตว์ที่เลี้ยงเพื่อความสวยงามก็ได้ เสริมความเป็นสิริมงคลก็ดี

ปลากัด

นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามแล้ว ปลากัดยังขึ้นชื่อด้านการเสริมดวงอีกด้วย มีความเชื่อว่าหากใครเลี้ยงเอาไว้ก็จะช่วยส่งเสริมเรื่องความรักได้เป็นอย่างดี นั่นก็เป็นเพราะว่าตามธรรมชาติแล้ว พวกเขาจะต่อสู้กันเพื่อความรักนั่นเอง แถมยังสามารถเพิ่มความสดใสให้กับชีวิตของเราได้อีกด้วย นอกจากนี้ปลาแต่ละสียังมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสีมงคลจะประกอบไปด้วย 

1.สีแดง เป็นสีแห่งความเป็นสิริมงคลของชาวจีน แน่นอนว่ามีสีแดงมาขนาดนี้ย่อมเป็นตัวแทนของธาตุไฟอย่างแน่นอน ว่ากันว่าเป็นตัวแทนของความสว่างไสวในยามค่ำคืน เป็นความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง ความร้อนแรงที่สามารถเผาผลาญสิ่งชั่วร้ายให้มอดไหม้ 

รวมถึงพลังอำนาจในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ทำให้มีพลังตื่นตัวและกระตุ้นความสดใสให้กับชีวิต เสริมพลังในด้านการทำงานให้สำเร็จลุล่วง ช่วยเตือนภัย และป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาทำลายชีวิตเราได้ 

2.สีทอง เป็นสัญลักษณ์ของธาตุดินที่มีความหมายถึงความมั่นคง ทั้งความเป็นอยู่และอารมณ์ และยังเป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรือง เป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ มีอำนาจในการควบคุมดูแลสิ่งต่าง ๆ ช่วยส่งเสริมให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ มีความหวัง รู้สึกสดชื่น เต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่า คิดหวังสิ่งใดก็สมหวังตามความปรารถนา

ติดตามเรื่องราวอื่น ๆ เกี่ยวกับสัตว์โลกแสนรู้ได้ที่ Animalkingdom.me

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave a Comment