แมวเปอร์เซีย เจ้าแมวขนฟูที่มีต้นกำเนิดมาจากตุรกีและอิหร่าน 

by animalkingdom
488 views
แมวเปอร์เซีย

เชื่อว่าต้องมีหลายคนเข้าใจผิดแน่นอนว่า แมวเปอร์เซีย มีต้นกำเนิดมาจากทวีปยุโรปหรืออเมริกา ถึงแม้ว่าชื่อของพวกเขาจะบ่งบอกที่มาอย่างชัดเจนแล้วก็ตาม จากลักษณะที่เหมือนลูกคุณหนูของแมวสายพันธุ์นี้ ทำให้เราเข้าใจผิดว่าพวกเขาเป็นผู้ดีจากยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขามีต้นกำเนิดมาจากแถบตุรกีและอิหร่าน หากจะบอกว่าพวกเขาเป็นแมวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกก็ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในประเทศไทย หากพูดถึงแมวสายพันธุ์ต่างชาติก็ต้องนึกถึงพันธุ์นี้อย่างแน่นอน

ติดตามเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เพิ่มเติมได้ที่นี่ 

รู้จักกับแมวเปอร์เซีย แมวขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับขนปุกปุย

แมวเปอร์เซีย

เชื่อว่าทุกคนจะต้องรู้จักกับแมวเปอร์เซียมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เพราะพวกเขาเป็นแมวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสายพันธุ์หนึ่งเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะต้องดูแลเรื่องขนของพวกเขาเป็นพิเศษก็ตาม 

แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก แมวสายพันธุ์นี้จะเป็นแมวที่มีขนาดกลางไปจนถึงใหญ่ โครงสร้างกระดูกมีความแข็งแรงและมีขนาดใหญ่กว่าที่เราคิด เพศเมียจะมีน้ำหนักสูงสุดได้ที่ 5 กิโลกรัม ส่วนเพศผู้จะมีน้ำหนักสูงสุดได้ที่ 6 กิโลกรัม

กะโหลกของแมวเปอร์เซียจะมีลักษณะกลมและมีหน้าผากโหนกนูนออกมา แก้มเป็นโหนกเหมือนกับผลส้ม ดวงตากลมโตดูสดใส แต่วางในตำแหน่งที่ค่อนข้างห่างกันในระดับหนึ่ง ทำให้บางครั้งพวกเขาดูหยิ่งผยองไปบ้าง แต่มันก็เป็นลักษณะทางร่างกายที่ไม่เกี่ยวกับนิสัยแต่อย่างใด สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดก็คือ จมูกหักบริเวณกลางใบหน้า

แมวเปอร์เซีย

สมาคมแมวชื่อดังอย่าง The Cat Fanciers Association ระบุว่าแมวเปอร์เซียจะมีโครงสร้างลำตัวที่กลมและสั้นเมื่อเทียบกับขนาดของลำตัว หัวเป็นทรงกลมมน ขาสั้น คอสั้น หูขนาดเล็กทรงสามเหลี่ยมปลายกลมมน หางสั้นแต่มีขนฟูเหมือนกับหางกระรอก 

จมูกหักและสั้น ท่วงท่าการเคลื่อนไหวสง่างาม ปากจะโค้งรับพอดีกับคาง บางตัวหูอาจพับต่ำลงมาด้านหน้าได้ แมวเปอร์เซียจะมีขนที่ยาวและหนาฟูทั่วทั้งลำตัว แต่ก็มีความมันวาวและมีน้ำหนัก ความยาวเส้นขนจะเท่ากันตลอดทั้งลำตัว จะมีขนเส้นเล็กเป็นพิเศษขึ้นบริเวณนิ้วเท้า หาง ใบหู และขาคู่หน้า 

ส่วนสีที่พบได้บ่อยส่วนใหญ่จะเป็นสีพื้นทั่วไปอย่างสีดำ สีขาว สีช็อคโกแลต สีครีม สีแดง หรือสีน้ำเงิน บางตัวอาจมีมากกว่า 2 สีหรือ 3 สีก็ได้ ดวงตามักจะเป็นสีเดียวกับขน และบางตัวอาจมีลวดลายได้อีกด้วย ถึงขั้นที่เคยพบแมวเปอร์เซียมีลายแบบแมวสลิดกันเลยทีเดียว

ประวัติความเป็นมาของแมวเปอร์เซีย

แมวเปอร์เซีย

ก่อนที่แมวเปอร์เซียจะกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลก เราต้องย้อนกลับไปในปี 1684 หรือนานกว่านั้นเลยทีเดียว เพราะมันเป็นปีที่นักประวัติศาสตร์ค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับพวกมัน มีหลักฐานปรากฏว่า

พ่อค้าชาวอิหร่านหรือชาวตุรกีในยุคปัจจุบัน มักเดินทางพร้อมขบวนสินค้าเป็นกองคาราวาน เดินทางไปขายตามเมืองต่าง ๆ การเดินทางแต่ละครั้งยาวไกลและนานเป็นอย่างมาก บางครั้งก็มีการขนอาหารติดไปด้วย กองคาราวานจึงมีแมวติดเดินทางไปไหนมาไหนด้วย โดยในหลักฐานระบุว่าเป็นแมวสายพันธุ์ขนยาว

หลังจากนั้นก็พบหลักฐานว่า บรรพบุรุษของแมวเปอร์เซียได้ถูกนำเข้ามายังทวีปยุโรปปี 1620 หลังจากนั้นก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจนแพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีป จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 19 มีนักพัฒนาสายพันธุ์แมวจากอังกฤษผู้หนึ่ง 

ได้นำเอาพวกเขาไปผสมเข้ากับแมวสายพันธุ์อื่นเพื่อให้ขนยาวและหนามากขึ้นกว่าเดิม และมันก็ได้กลายมาเป็นจุดเด่นของพวกมันมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะทำให้วิธีเลี้ยงสัตว์ยากขึ้นก็ตาม จากนั้นช่วงต้นปี 1900 ก็มีการนำเอาไปขยายสายพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา และมันก็เริ่มกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในที่สุด

รวมเรื่องน่ารู้ของแมวเปอร์เซียและสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนตัดสินใจเลี้ยง

แมวเปอร์เซีย

สำหรับใครที่หลงเสน่ห์เจ้าแมวเปอร์เซียเข้าเต็มเปา อยากจะรับไปดูแลแมวเสียเหลือเกิน เรื่องที่คุณต้องทำความรู้จักนั้นถือว่ามีอยู่หลายเรื่องเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งก็มาจากการเป็นแมวขนยาวของพวกมัน จึงทำให้มีเรื่องที่ต้องใส่ใจค่อนข้างมาก แต่เราจะเริ่มต้นจากนิสัยกันก่อนเป็นอันดับแรก 

พวกเขาถือว่าค่อนข้างว่านอนสอนง่าย มีความสุภาพอ่อนโยนและฉลาดหลักแหลม สงบเสงี่ยมมากกว่าจะวิ่งเล่นไปมา มักนั่งนิ่ง ๆ อยู่ข้างเจ้าของ และยังสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ค่อยชอบเสียงดังสักเท่าไหร่ จะบอกว่าเป็นแมวที่ง่าย ๆ และรักสงบก็ว่าได้ 

ในขณะเดียวกันแมวเปอร์เซียก็ไม่ค่อยแสดงออกถึงความรักที่มีให้กับเจ้า ใครที่โอเคกับการโดนแมวเมิน แมวสายพันธุ์นี้ก็ถือว่าตอบโจทย์เหมือนกัน

แมวเปอร์เซีย

สำหรับการดูแลเรื่องอาหาร พวกเขาต้องการสารอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายและการทำกิจกรรมในแต่ละวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับเพศ อายุ น้ำหนักตัว รวมถึงการทำหมันด้วย ปริมาณพลังงานที่แนะนำจะอยู่ที่ 60 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม 

อาหารขอแนะนำให้เน้นเป็นโปรตีน เพราะมันจะช่วยป้องกันไม่ให้พวกเขาอ้วนง่าย ในด้านการออกกำลังกายอาจไม่ได้จำเป็นมากมายถึงขั้นที่ต้องพาไปวิ่ง แต่ก็ควรมีของเล่นให้พวกเขาได้ออกแรงเช่นกัน 

ติดตามเรื่องราวอื่น ๆ เกี่ยวกับสัตว์โลกแสนรู้ได้ที่ Animalkingdom.me

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave a Comment