งูเห่า งูที่มีพิษอันตรายที่สุดสายพันธุ์หนึ่งในประเทศไทย 

by animalkingdom
83 views
งูเห่า

หากพูดถึงงูพิษ งูที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประเทศไทยคงหนีไม่พ้น งูเห่า งูที่มีพิษร้ายแรงต่อระบบประสาท ซึ่งแน่นอนว่า หากถูกพวกมันกัดเข้าก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นพวกเขายังมีด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ งูสายพันธุ์นี้จะมีอะไรน่าสนใจให้เราได้ศึกษาบ้าง วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพวกเขากัน ไปติดตามกันได้เลย

ติดตามเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เพิ่มเติมได้ที่นี่ 

ทำความรู้จักกับงูเห่า สัตว์พิษที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ 

งูเห่า

งูเห่า สัตว์เลื้อยคลานที่มาพร้อมกับพิษร้ายแรง จนทำให้พวกเขากลายเป็นสัตว์นักล่าที่น่ากลัวมากที่สุดอีกสายพันธุ์หนึ่งบนโลก นอกจากนี้พวกเขายังกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทยอีกด้วย หากเทียบขนาดลำตัวกับงูจงอางแล้ว งูเห่าจัดว่าเป็นงูขนาดกลางที่ไม่ได้มีความยาวมากมายนัก 

หากพวกเขาไม่มีพิษ พวกเขาก็คงจะเป็นสัตว์สายพันธุ์หนึ่ง ที่เราปล่อยให้เลื้อยอยู่ภายในบ้านโดยไม่สนใจด้วยซ้ำไป แต่ปัญหาก็คือ พิษของพวกเขานั่นเอง และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็เห็นจะเป็นนิสัยที่ดุร้ายของพวกเขา 

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน งูเห่าจะชูคอขึ้นมาและแผ่แม่เบี้ย จากนั้นก็ทำเสียงขู่ศัตรูด้วยการพ่นลมออกมาทางจมูกจนเป็นเสียงดัง ฟู่ ฟู่

การจะแยกงูเห่าและงูจงอางออกจากกันนั้น ถือว่าทำได้ค่อนข้างง่ายในประเทศไทย เพราะงูเห่าจะมีลายดอกจันทร์เป็นลักษณะคล้ายกับตัวอักษร O สีขาวอยู่บริเวณกลางแม่เบี้ย หรือบางครั้งจะเป็นตัวอักษร U หรือ V ก็ได้ แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะบางตัวก็อาจจะไม่มีสัญลักษณ์ดังกล่าวให้เห็นได้เช่นกัน 

งูเห่า

  ความน่ากลัวของพิษงูเห่าอยู่ที่ มันเป็นพิษที่ทำลายระบบประสาทโดยตรงและรุนแรง เมื่อถูกกัดและไม่ได้รับการรักษาหรือฉีดเซรุ่มอย่างทันท่วงที ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิต พิษของพวกเขาจะออกมาทางรูที่อยู่ด้านหลังของเขี้ยวพิษ ซึ่งเขี้ยวพิษนั้นก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก เพียงแต่มันติดแน่นกับขากรรไกรจนไม่สามารถขยับได้ 

นอกจากนี้ยังมีเขี้ยวสำรองสำหรับการโจมตีศัตรูอยู่อีก 1-2 ซี่ ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ขากรรไกรล่างของพวกเขาไม่มีฟันเลยแม้แต่ซี่เดียว และในบางสายพันธุ์ยังสามารถพ่นพิษออกจากปากได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นต้องกัดเหยื่อก่อน ซึ่งถ้าหากพิษโดนดวงตา ก็มีโอกาสที่ตาจะบอดได้เลยทีเดียว 

งูเห่ามีด้วยกันหลายสีสัน ตั้งแต่สีขาว สีน้ำตาล สีดำ สีเหลืองหม่น หรือสีเขียวอมเทา มีความยาวลำตัวอยู่ที่ประมาณ 1-2 เมตร กระจายพันธุ์ในพื้นที่เขตอบอุ่นไปจนถึงเขตร้อน แต่เห็นแบบนี้พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ได้อย่างน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว ทำให้พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในป่า พื้นที่ราบสูง บนภูเขา ในทะเลทราย หรือแม้แต่ในเมือง 

อาหารของงูเห่าส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือนกขนาดเล็ก ที่พวกเขาสามารถกินเข้าไปได้ทั้งตัว การกินอาหารครั้งหนึ่งสามารถอยู่ได้ยาวนานกว่า 1 สัปดาห์เลยทีเดียว และที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ ตัวเมียหลังจากวางไข่เรียบร้อยแล้ว จะเฝ้าดูแลจนกว่าไข่จะฟักตัวออกมา ช่วงนี้พวกเขาจะดุร้ายเป็นพิเศษ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าสัตว์เลือดเย็นเหล่านี้จะมีความรู้สึกผูกพันกับลูกได้ด้วย

งูเห่า จากสัตว์มีพิษร้าย สู่วลีทางการเมือง 

งูเห่า

งูเห่า กลายเป็นคำศัพท์ที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียวในช่วงนี้ แต่มันไม่ได้หมายถึงสัตว์เลื้อยคลานมีพิษแต่อย่างใด เพราะคำว่างูเห่าที่ใช้กันอยู่บ่อยครั้งนี้หมายถึง คนที่เปลี่ยนพรรคเปลี่ยนพวกในแวดวงการเมืองต่างหาก 

มันกลายมาเป็นสำนวนไทยที่ถูกพูดกันอย่างกว้างขวาง ในช่วงที่การเมืองกำลังร้อนแรง ซึ่งผู้ที่บัญญัติคำดังกล่าวก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายสมัคร สุนทรเวช นั่นเอง ใช้สำหรับการเปรียบเปรย สส. ภายในพรรค ที่แปรพักตร์ไปอยู่กับพรรคอื่นหน้าตาเฉย 

ความเป็นมาของสำนวนดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง นายกในช่วงเวลานั้นอย่าง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง พรรคร่วมรัฐบาลเดิมจึงรวมกลุ่มกันและสนับสนุนให้พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน มี สส. ร่วมมือกันทั้งหมด 4 พรรค จำนวน 197 เสียง 

ส่วนอีกฝั่งพยายามจัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน โดยหมายมั่นว่าจะให้นายชวน หลีกภัย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่แล้วอดีตพรรคร่วมรัฐบาลก็เกิดแตกคอกันเอง และแปรพักตร์หันมาสนับสนุนนายชวน หลีกภัย นับตั้งแต่นั้นมา สส. แปรพักตร์จึงถูกเรียกว่างูเห่า

ปฐมพยาบาลอย่างไรเมื่อโดนงูเห่าหรือสัตว์พิษสายพันธุ์อื่นกัด

งูเห่า

งูเห่า จัดเป็นงูไทยอีกสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถพบได้บ่อยมากที่สุดตามบ้านเรือน ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือ พิษของพวกเขาค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ดังนั้นหากใครที่โดนงูเห่ากัดเข้า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การปฐมพยาบาลให้เร็วที่สุดนั่นเอง ห้ามขันชะเนาะโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงอวัยวะจนอวัยวะขาดเลือดและอาจถึงขั้นต้องตัดทิ้ง 

ห้ามใช้ปากดูดพิษออกมา หรือแม้แต่การใช้ของมีคมกรีดบาดแผลให้เลือดไหล ไม่ควรประคบน้ำแข็งหรือเอาสมุนไพรมาพอกเอง ให้เราล้างแผลด้วยน้ำสะอาดธรรมดา จากนั้นให้เคลื่อนไหวบริเวณที่โดนกัดให้น้อยที่สุด จะนำเอาของแข็งมาดามไว้ก็ได้เช่นกัน จากนั้นให้รีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด 

ติดตามเรื่องราวอื่น ๆ เกี่ยวกับสัตว์โลกแสนรู้ได้ที่ Animalkingdom.me

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave a Comment